คำถามท้ายบทเรียน สัปดาห์ที่ 11 เทคนิคเชิงปริมาณกับการนำมาใช้ในการบริหารรัฐกิจ

สัปดาห์ที่ 11 เทคนิคเชิงปริมาณกับการนำมาใช้ในการบริหารรัฐกิจ
( Quantitativetechniques in public Adminitration )

  1.   ใครเป็นผู้นำแนวความคิดเกี่ยวกับพาราไดม์  มาใช้ในการพัฒนาวิชาการบริหารรัฐกิจ
ก.   Thomas  S.  Kuhn
ข.    Lawrence  C.  Mayer
ค.    Nicholas  Henny
ง.     Woodrow  Wilson
คำตอบ  ข้อ  ค.  Nicholas  Henny

2.   การศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคเชิงปริมาณในการบริหารถือว่าเป็นแนวทางการศึกษาแนวทางหนึ่งของวิชาใด
ก.   วิชาการบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์
ข.   วิชาการบริหารธุรกิจ หรือ คณิตศาสตร์
ค.   วิชาการบริหารรัฐกิจ หรือ วิทยาศาสตร์
ง.    วิชาการบริหารธุรกิจ หรือ การเงินบัญชี
คำตอบ  ข้อ  ก. วิชาการบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์

3.   แนวทางการศึกษาวิชาการบริหารรัฐกิจ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์เรียกอีกอย่างหนึ่งว่าอะไร
ก.   วิทยาการบริหารรัฐกิจ
ข.   วิทยาการบริหาร
ค.   วิทยาการจัดการภาครัฐ
ง.    วิทยาการจัดการ
คำตอบ  ข้อ  ง. วิทยาการจัดการ

4.   นักวิชาการบางกลุ่มศึกษาแนววิทยาการจัดการในการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์ สำนักคณิตศาสตร์ และ
      มีเทคนิคเชิงปริมาณ  ข้อใดไม่ใช่เทคนิคเชิงปริมาณ  
ก.   ไซเบอร์เนติก  ( Cybernetics )
ข.   การวิจัยการปฏิบัติ  ( Operations Research : OR )
ค.   ตัวแบบจำลอง  ( Simulation )
ง.    สมมติฐาน  ( Hypothesis )
คำตอบ  ข้อ  ง. สมมติฐาน  ( Hypothesis )

5.   การศึกษาที่เกิดจากการจำเอาความรู้ทางด้านวิทยาการจัดการ  มารวมเข้ากับความรู้ทางด้านพฤติกรรม
      ศาสตร์มาศึกษาทางการบริหารทั้งทางบริหารธุรกิจ และบริหารรัฐกิจโดยศึกษาการวินิจฉัยสั่งการ หรือ
      การตัดสินใจการพัฒนาองค์การและภาวะผู้นำ  คือความหมายในข้อใด
ก.   วิทยาการจัดการ  ( Management Science )
ข.   วิทยาการบริหาร  ( Administrative Science )
ค.   วิทยาการระบบ  ( System Science )
ง.    ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบ  ข้อ  ข. วิทยาการบริหาร  ( Administrative Science )

6.   ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจในระบบราชการ
ก.   ด้านการเมือง
ข.   ด้านพฤติกรรมศาสตร์
ค.   ด้านเศรษฐกิจ
ง.    ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบ  ข้อ  ก. ด้านการเมือง

7.   การบริหารรัฐกิจในปัจจุบันเริ่มให้ความสำคัญในการนำเอาเทคนิคเชิงปริมาณมาใช้ในการบริหารงาน
      มากยิ่งขึ้นด้วยเหตุผลหลายประการ  ข้อใดไม่ใช่เหตุผล
ก.   การบริหารงานมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
ข.   ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่
ค.   ถูกทั้งข้อ ก. และข้อ ข.
ง.    ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบ  ข้อ  ค. ถูกทั้งข้อ ก. และข้อ ข.

8.   ข้อใดไม่ใช่ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่
ก.   การพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็ก ราคาถูก
ข.   การพัฒนาระบบการติดต่อสื่อสาร เช่น คลื่นไมโครเวฟ
ค.   ภาวะการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดขององค์การ
ง.    การประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์
คำตอบ  ข้อ  ง. การประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์

9.   Ludwig Von Bertanlanfly  นักชีววิทยาได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีระบบทั่วไป
      ( General System Theory)  ในปี ค.ศ. ใด
ก.   1918
ข.   1919
ค.   1920
ง.    1921
คำตอบ  ข้อ  ค. 1920

10.  ในปีค.ศ. 1947  Norbert  Weiner  ได้นำแนวคิดเรื่อง ระบบมาศึกษาลักษณะการติดต่อสื่อสารและการ
        ควบคุมในมนุษย์  และเครื่องจักร โดยเรียกระบบนี้ว่าอะไร
ก.   Magnetic
ข.   Cybernetics
ค.   Genetic
ง.    ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบ  ข้อ  ข. Cybernetics

11.  ทฤษฎีระบบของใคร ที่ถือว่าเป็นการสร้าง โครงกระดูกของศาสตร์( The Skeletion of a Science )
ก.   Bertanlanfly
ข.   David Easton
ค.   Richard Johnson
ง.    Fremon Kast
คำตอบ  ข้อ  ก. Bertanlanfly

12.  ระบบข่าวสารการบริหาร  ตัวย่อ คือ MIS ดังนั้น MIS ย่อมาจากอะไร
ก.   Management Science
ข.   Management Information System
ค.   Mechanical Informal Science
ง.    ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบ  ข้อ  ข. Management Information System

13.  ข้อใดไม่ใช่ทฤษฎีหรือการวิจัยของเทคนิคเชิงปริมาณ
ก.   ทฤษฎีความน่าจะเป็น
ข.   ทฤษฎีเกม
ค.   ทฤษฎีการรอคอย
ง.    ทฤษฎีการมีส่วนร่วม
คำตอบ  ข้อ  ง. ทฤษฎีการมีส่วนร่วม

14.  ไซเบอร์เนติกส์  Cybernetics  พัฒนามาจากแนวคิดเรื่องระบบ เป็นทฤษฎีพื้นฐานของวิทยาการจัดการ
        ( Management Science ) หรืออาจเรียกได้อย่างหนึ่งว่าเป็นศาสตร์เกี่ยวกับอะไร
ก.   ข้อมูล
ข.   ข่าวสาร
ค.   สื่อสาร
ง.    สารสนเทศ
คำตอบ  ข้อ  ข. ข่าวสาร ( Science of Messages )

15.  นักคณิตศาสตร์ของสหรัฐฯ ท่านใดเป็นผู้บุกเบิกการศึกษาเรื่องไซเบอร์เนติกส์
ก.   John Forbes Nash , Jr.
ข.   Paul Seymour
ค.   Norbert Weiner
ง.    Donald Ervin Knuth
คำตอบ  ข้อ  ค. Norbert Weiner

16.  Norbert Weiner ได้เขียนหนังสือชื่อ Cybernetics ” เขาเขียนหนังสือเล่มนี้ในปี ค.ศ.ใค
ก.   1945
ข.   1946
ค.   1947
ง.    ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบ  ข้อ  ค. 1947

17.  ในปี ค.ศ. 1950  Norbert Weiner ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการศึกษาถึงรูปแบบของระบบต่างๆ ทั้งที่เป็น
       สิ่งมีชีวิตและเครื่องจักรกล  หนังสือเล่มนั้นชื่ออะไร
ก.   The Human Use of Human Being
ข.   The Human Use of Human Start
ค.   The Human Use of Humangoing
ง.    ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบ  ข้อ  ก. The Human Use of Human Being

18.  ข้อใดไม่ใช่ระบบข่าวสารเพื่อการบริหารงาน
ก.   การวางแผน
ข.   การประสานงาน
ค.   การควบคุม
ง.    การประชาสัมพันธ์
คำตอบ  ข้อ  ง. การประชาสัมพันธ์

19.  กระบวนการทำการเปลี่ยนรูปจากข้อมูลดิบให้เป็นข่าวสารที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้นั้น เรียกว่า  
        กระบวนการใด
ก.   กระบวนการข่าวกรอง
ข.   กระบวนการข่าวสาร
ค.   กระบวนการประมวลผลข้อมูล
ง.    ไม่มีข้อใดถูก
คำตอบ  ข้อ  ค. กระบวนการประมวลผลข้อมูล ( Data Processing Process )

20.  ข่าวสารการบริหาร แบ่งออกเป็น 3 ระดับ ข้อใดไม่จัดอยู่ในประเภทข่าวสารการบริหาร
ก.   ข่าวสารสำหรับนักบริหารระดับสูง
ข.   ข่าวสารสำหรับนักบริหารระดับกลาง
ค.   ข่าวสารสำหรับนักบริหารระดับพื้นราบ
ง.    ข่าวสารสำหรับนักบริหารระดับล่าง

คำตอบ  ข้อ  ค. ข่าวสารสำหรับนักบริหารระดับพื้นราบ


 Back to Blog


สัปดาห์ที่ 11 เทคนิคเชิงปริมาณกับการนำมาใช้ในการบริหารรัฐกิจ

วิชาความรู้เบื้องต้นทางการบริหารรัฐกิจ
(Introduction to Public Administration)
หลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการปกครอง
มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย
ภาคการศึกษาที่ 1/ ปีการศึกษา 2559
------------------------------------------------------

โดย พลเรือตรี รศ.ทองใบ ธีรานันทางกูร

สัปดาห์ที่ 11 เทคนิคเชิงปริมาณกับการนำมาใช้ในการบริหารรัฐกิจ  ( Quantitativetechniques in public Adminitration )

การศึกษาเทคนิคเชิงปริมาณในฐานะที่เป็นการศึกษาแนวหนึ่งของวิชาการบริหารรัฐกิจ

การศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคเชิงปริมาณในการบริหาร ถือว่าเป็นแนวทางการศึกษาแนวทางหนึ่งของวิชาการบริหารรัฐกิจหรือรัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งการศึกษาในด้านนี้อาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า วิทยาการจัดการ(Management Science) โดย Nicholas Henry ได้จำแนกการศึกษาวิทยาการจัดการรวมอยู่ใน Paradigm ของศาสตร์ทางการบริหาร(Administrative Science) ซึ่งศาสตร์ทางการบริหารนี้จะรวมถึงการศึกษาแนวทฤษฎีองค์การ(Organization Theory) ด้วย

นักวิชาการบางกลุ่มจัดการศึกษาแนววิทยาการจัดการนี้อยู่ในการศึกษารัฐประศาสนศาสตร์สำนักคณิตศาสตร์ ซึ่งเทคนิคเชิงปริมาณดังกล่าว ได้แก่
1.ไซเบอร์เนติก(Cybernetics)
2.ระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ(Management Information System: MIS)
3. การวิจัยการปฏิบัติงาน(Operations Research: OR)
4.ตัวแบบจำลอง(Simulation)
5. การใช้คณิตศาสตร์และสถิติในการจัดการ เช่น สมการเส้นตรง ทฤษฎีความน่าจะเป็น
6. การวิเคราะห์สายการปฏิบัติงาน(Network Analysis) เช่น PERT, CPM

วิทยาการบริหาร (Administrative Science) หมายถึง การศึกษาที่เกิดจากการนำเอาความรู้ทางด้านวิทยาการจัดการ (Management Science) มารวมเข้ากับความรู้ทางด้านพฤติกรรมศาสตร์(Behavioral Science) ซึ่งได้แก่ จิตวิทยา สังคมวิทยา มาศึกษาการบริหารทั้งทางบริหารธุรกิจและบริหารรัฐกิจ โยจะศึกษาเกี่ยวกับการวินิจฉัยสั่งการ หรือการตัดสินใจ(Decision Making) การพัฒนาองค์การและภาวะผู้นำ
เทคนิคเชิงปริมาณ คือ เทคนิคที่อาศัยสูตรทางคณิตศาสตร์และสถิติเข้าช่วย แต่การนำเทคนิคเชิงปริมาณมาใช้ในการบริหารราชการโดยเฉพาะนั้นมีน้อย ส่วนใหญ่จะเป็นการศึกษาเกี่ยวกับการนำเอามาใช้ในการบริหารธุรกิจ ด้วยเหตุผลหลายประการ คือ
1.การบริหารธุรกิจมีจุดมุ่งหมายแตกต่างไปจากระบบราชการ เนื่องจากองค์การธุรกิจมีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ คือกำไรสูงสุด ในขณะที่หน่วยราชการมิได้มุ่งหากำไร ดังนั้นการนำเอาเทคนิคทางคณิตศาสตร์มาใช้ในการบริหารธุรกิจจึงทำได้ง่ายกว่า และสอดคล้องกับเทคนิคเชิงปริมาณมากกว่า
2.การตัดสินใจในระบบราชการ ปัจจัยทางด้านการเมืองมีอิทธิพลในการตัดสินใจมากกว่าหลักเหตุผล ในขณะที่การบริหารธุรกิจมีปัจจัยทางด้านการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องน้อยกว่า
3.การบริหารธุรกิจเป็นกิจกรรมที่มีการแข่งขันสูงกว่าการบริหารรัฐกิจ

บทบาทและความสำคัญของเทคนิคเชิงปริมาณในการบริหารรัฐกิจ

การบริหารรัฐกิจในปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะเริ่มให้ความสำคัญในการนำเอาเทคนิคเชิงปริมาณมาใช้ในการบริหารงานมากยิ่งขึ้นด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้
1.การบริหารงานมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น
2.ความเจริญก้าวหน้าของวิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น
1)การพัฒนาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้มีขนาดเล็ก ราคาถูก และมีประสิทธิภาพ
2) การพัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์
3) การพัฒนาระบบการติดต่อสื่อสาร เช่น คลื่นไมโครเวฟ
3.ต้องการความรวดเร็ว และความถูกต้องในการให้บริการ
4.ภาวะการแข่งขันเพื่อความอยู่รอดขององค์การ
5.นักวิชาการสาขาต่างๆได้นำเอาเทคนิคเชิงปริมาณไปใช้มากขึ้น

แนวคิดเรื่องระบบและทฤษฎีระบบ

แนวคิดเรื่องระบบ(System Approach) เริ่มจากการเสนอความคิดของนักชีววิทยาชื่อ Ludwig Von Bertanlanfly ประมาณทศวรรษ 1920 โดยได้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับทฤษฎีระบบทั่วไป(General System Theory) ซึ่งในช่วงนั้นยังไม่ได้รับความสนใจมากนัก จนกระทั่งหลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักวิชาการสาขาต่างๆโดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์เริ่มให้ความสนใจที่จะนำเอาแนวความคิดเรื่องระบบมาใช้ร่วมกันในการศึกษาวิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะได้นความรู้แต่ละสาขามาใช้ร่วมกันได้
ในปี ค.ศ. 1947 Norbert Weiner ได้นำเอาแนวความคิดเรื่องระบบมาศึกษาลักษณะการติดต่อสื่อสารและการควบคุมในมนุษย์และเครื่องจักรหรือองค์การที่เป็นที่รวมของมนุษย์และเครื่องจักร โดยเรียกระบบนี้ว่า Cybernetics

ทฤษฎีระบบทั่วไปหรือทฤษฎีระบบ (General System Theory)

เป็นตัวแบบทางทฤษฎีที่สร้างขึ้นมาที่เป็นสูตรคณิตศาสตร์ล้วนๆ จนถึงทฤษฎีระบบที่สร้างขึ้นในศาสตร์เฉพาะสาขาต่างๆ ทฤษฎีระบบของ Bertanlanfly นั้น ถือว่าเป็นการสร้างโครงกระดูกของศาสตร์” (The Skeleton of a Science) ที่ต้องการจะรวบรวมศาสตร์สาขาต่างๆให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ใช้กรอบของแนวคิด รูปแบบ และศัพท์ร่วมกันในการศึกษา

ประเภทและชนิดของเทคนิคเชิงปริมาณ

ประเภทและชนิดของเทคนิคเชิงปริมาณที่สำคัญ มีดังนี้
1.ไซเบอร์เนติกส์(Cybernetics)
2.ระบบข่าวสารการบริหาร(Management Information : MIS)
3. การวิจัยปฏิบัติการหรือการวิจัยดำเนินการ(Operations Research) ซึ่งมีเทคนิคเชิงปริมาณที่นำมาใช้ได้แก่
1) ทฤษฎีความน่าจะเป็น
2) ทฤษฎีการตัดสินใจ
3.การพยากรณ์
4.ตัวแบบของสินค้าคงคลัง
5. โปรแกรมเส้นตรง
6.แบบสถานการณ์จำลอง
7. ทฤษฎีการรอคอย
8.ข่ายงานปฏิบัติงาน
9.ทฤษฎีเกม

ไซเบอร์เนติกส์ (Cybernetics)

ไซเบอร์เนติกส์ เป็นการพัฒนามาจากแนวความคิดเรื่องระบบ เป็นทฤษฎีที่เป็นพื้นฐานของวิทยาการจัดการ(Management Science) หรืออาจเรียกได้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นศาสตร์เกี่ยวกับข่าวสาร(Science of Messages)
ไซเบอร์เนติกส์ เป็นการศึกษาว่าองค์การซึ่งเป็นที่รวมของคนและเครื่องจักร จะสามารถใช้การติดต่อสื่อสารที่จะทำให้มีความมั่นใจว่าองค์การจะสามารถอยู่รอดได้
นอกจากนี้ ไซเบอร์เนติกส์ ยังเป็นสิ่งแสดงที่ให้เห็นว่า การที่จะเข้าใจถึงเครื่องจักร มนุษย์และสังคมนั้นสามารถทำความเข้าใจได้จากการทำงานของระบบข่าวสาร และการติดต่อสื่อสารในระบบนั้น
การศึกษาเรื่องไซเบอร์เนติกส์นั้นเริ่มมาจากการบุกเบิกการศึกษาของนักคณิตศาสตร์ของสหรัฐฯชื่อ นอร์เบิร์ต ไวเนอร์(Norbert Weiner) ซึ่งได้เขียนหนังสือชื่อ “Cybernetics” ในปี ค.ศ. 1947 และในปี  ค.ศ. 1950 ได้เขียนหนังสือชื่อ “The Human Use Of Human Being” โดยศึกษาถึงรูปแบบของระบบต่างๆทั้งที่เป็นสิ่งที่มีชีวิตและเครื่องจักรกล สามารถควบคุมการทำงานของตนได้อย่างไร และชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของระบบข่าวสารและการติดต่อสื่อสารภายในระบบที่เป็นตัวควบคุมในการทำงานของระบบให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายทีต้องการ

ระบบข่าวสารเพื่อการบริหาร

ระบบข่าวสารเพื่อการบริหาร หรือระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ คือ ระบบการจัดการที่พัฒนามาจากแนวคิดของระบบ ทฤษฎีข่าวสารและระบบประมวลข้อมูลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นการนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการบริหารและการตัดสินใจ
ระบบข่าวสารเพื่อการบริหารงาน ซึ่งได้แก่ การวางแผน การควบคุม การประสานงาน การติดตามผลและการรายงาน เพื่อให้ผู้บริหารระดับสูงสามารถควบคุมให้การดำเนินงานของหน่วยงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
การใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อจัดวางระบบข่าวสารและดำเนินการขององค์การต่างๆนั้น กำลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ทั้งนี้เพราะความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ติดต่อสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ความหมายของระบบข่าวสารการบริหาร

ข้อมูล(Data) หมายถึง ความจริงต่างๆเกี่ยวกับวัตถุสิ่งของ มนุษย์ สถาบัน หรือประเทศชาติ ซึ่งอาจจะอยู่ในรูปของสัญลักษณ์ ข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เป็นต้น ข้อมูลนี้จะอยู่ในรูปที่ยังไม่ได้ประเมินค่าหรือตีความให้มีความหมาย บางทีเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ข้อมูลดิบ(Raw Data)
ข่าวสาร(Information) เป็นข้อมูลบั้นปลายที่มีการเปลี่ยนรูปแล้ว ให้อยู่ในรูปที่มีความหมายสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ เช่น รายงานข่าว รายงานการประชุมประจำปี หนังสือพิมพ์  เป็นต้น หรืออาจกล่าวได้ว่าข่าวสารก็คือข้อมูลดิบที่มีการประมวลผลแล้ว ส่วนกระกระบวนการทำการเปลี่ยนรูปจากข้อมูลดิบให้เป็นข่าวสารที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้นั้นเรียกว่า กระบวนการประมวลผลข้อมูล(Data Processing Process)

ประเภทของข่าวสารการบริหาร

ข่าวสารการบริหาร แบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ
1.ข่าวสารสำหรับนักบริหารระดับสูง เป็นข่าวสารสำหรับวางแผนและการตัดสินใจที่สำคัญของนักบริหารระดับสูง เช่น การกำหนดจุดมุ่งหมายและเป้าหมายของหน่วยงาน การกำหนดนโยบายการขยายหน่วยงาน เป็นต้น
2.ข่าวสารสำหรับนักบริหารระดับกลาง จะเป็นข่าวสารเกี่ยวกับการนำเอาแผนและการตัดสินใจที่สำคัญของนักบริหารระดับสูงมาดำเนินการ ลักษณะงานจะเกี่ยวข้องกับการวางแผนปฏิบัติการระยะสั้น และการควบคุมให้เป็นไปตามแผน
3. ข่าวสารสำหรับนักบริหารระดับล่าง เป็นข่าวสารสำหรับการดำเนินงาน เป็นเรื่องเกี่ยวกับกิจกรรมประจำวันขององค์การ เช่น การบัญชีเกี่ยวกับการเงิน บัญชีจ่ายเงินเดือน บัญชีรายชื่อบุคลากร บัญชีอุปกรณ์คงคลัง และบัญชีส่งกำลังบำรุง
---------------------------------------------------



 Back to Blog